http://www.win-wintutor.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com
 

หน้าหลัก

ข่าวสาร

 หนังสือWIN-WIN

 บทความ

 รวมรูปภาพ

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

นาฬิกา

Alternative content

ปฎิทิน

« September 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

สถิติ

เปิดเว็บ20/03/2013
อัพเดท25/04/2017
ผู้เข้าชม704,566
เปิดเพจ1,117,791
สินค้าทั้งหมด4

Teach less,learn more

Teach Less Learn More

 

          ในฐานะที่มีอาชีพครู ดิฉันถูกถามบ่อยครั้งถึงคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ไปจนถึงความพร้อมของเด็กรุ่นใหม่ ที่จะเติบโตไปเป็นพลเมืองอาเซียน สำหรับคนรุ่นดิฉันที่เติบโตมาพร้อมกับ "มานี มานะ ชูใจ" มีเป้าหมายจากการเรียนไม่มาก ก็แค่สอบอย่างไรให้ผ่าน เข้า ม. 1 ที่ไหน ลุ้นว่าจะอยู่ ม. 4 ที่โรงเรียนเดิมได้หรือเปล่า พอขึ้น ม. ปลายก็ลุยสอบเทียบ เพื่อจะได้เข้ามหาวิทยาลัยเร็วขึ้น พอเลือกเรียนคณะในมหาวิทยาลัย อาจารย์แนะแนวก็กางข้อมูลว่าจะเข้าคณะไหนต้องสอบได้คะแนนเท่าไหร่ เด็กไม่เคยถูกถามว่าอยากจะเป็นอะไร ความสำเร็จของนักเรียนไทยถูกวัดด้วยวิสัยทัศน์แคบๆ เพียงแค่คะแนนสอบเท่านั้นเอง

          การศึกษาไทยที่ผ่านมา ก็เปรียบเสมือนการบังคับให้อนาคตนับล้านที่มีพรสวรรค์หลากหลาย ให้ข้ามสะพานแคบๆ ที่ขึงอยู่เหนือหุบเหว โดยที่อนาคตเหล่านั้นก็ไม่รู้ตัวว่าจะข้ามสะพานไปไหน...และเมื่อมองดูนโยบาย การศึกษารอบๆ บ้านเรา ทำให้ยิ่งต้องถามตัวเองในฐานะที่มีอาชีพครู...นี่เรากำลังทำอะไรอยู่  

          นโยบายการศึกษาของสิงคโปร์ชื่อว่า Teach Less Learn More หรือ TLLM ถ้าแปลกันให้ตรงตัว ก็คือ "สอนให้น้อยลง แต่ให้เด็กเรียนรู้ได้มากขึ้น" ที่ผ่านมา คนสิงคโปร์ขึ้นชื่อในเรื่องของความเป๊ะ เป็นระบบ จนเขาเองก็ยอมว่าสิ่งต้องเร่งพัฒนาให้กับเด็กรุ่นใหม่คือความคิดสร้างสรรค์ การคิดหลุดกรอบและทักษะการใช้ชีวิต

          ก่อนหน้านโยบาย TLLM สิงคโปร์ดำเนินนโยบายการศึกษา Thinking School-Learning Nation โดยมีวิสัยทัศน์หลักในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้ตอบโจทย์ความท้าทายของพลวัต ของโลกอนาคต และจัดการระบบการศึกษาให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 …ฟังแล้วก็ดูดี แต่กลุ่มครูและผู้บริหารการศึกษาของสิงคโปร์บอกว่า "ยังดีไม่พอ" โดยมองเห็นถึงปัญหาหากยังสอนนักเรียนแบบเดิมๆ ต่อไป แบบเดิมๆ ที่ว่านี้คือการสอนที่เน้นการเรียนรู้ในห้องเรียน และวัดผลความสามารถของเด็กโดยอาศัย "คะแนนสอบ" เป็นหลัก 

          เพื่ออนาคตข้างหน้า วันนี้ ต้องเปลี่ยนแปลง

          การศึกษา...ต้องเปลี่ยน การเรียนรู้ชีวิตทั้งในและนอกห้องเรียน ไม่ใช่แค่สอบให้ผ่าน เด็กค้นหาความสามารถและพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ให้พบและใช้ประโยชน์ให้ได้มาก ที่สุด เมื่อสอนในห้องน้อยลง แต่เรียนรู้นอกห้องเรียนให้มาก สิ่งที่สำคัญเพื่อรองรับแนวคิดนี้คือการสร้างสาธารณูปโภคทางปัญญาให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ต่างๆ 

          การสอน...ต้องเปลี่ยน การเรียนรู้สู่โลกยุคใหม่ต้องสนับสนุนการสร้างไอเดียใหม่ การคิดวิเคราะห์ให้รอบด้าน ไม่ใช่แค่การอัด "ข้อเท็จจริง" นับล้านลงในหัวสมองเด็ก บทบาทการบอกเล่าของครูต้องลดลง และเพิ่มบทบาทการท้าทายการคิดของเด็ก ช่วยให้ค้นหาความจริงให้มากขึ้น  ลดการสอบแบบ one size fits all  หรือพวกข้อสอบมาตรฐานแบบกามั่วก็ได้คะแนน 

          ครู...ต้องเปลี่ยน จากผู้สอน ผู้คุมกฎกลายเป็นผู้จุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความมุ่งมั่นในการหาความรู้ด้วยตัวเอง ยิ่งครูที่ต้องสอนเด็กเล็กยิ่งต้องมีความรู้มาก เมื่อเวลาสอนในห้องน้อยลง ยิ่งต้องมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการสอนให้มากขึ้น 

          วันนี้คุณภาพระบบการศึกษาของไทย อย่าว่าแต่เทียบในระดับโลกเลย แค่ในระดับอาเซียนเราก็อยู่ภาวะน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในขณะที่เพื่อนบ้านมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด บ้านเรายังคงขาดทิศทาง การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ไม่มีทางเห็นผลในระยะเวลาปีสองปี แต่อาจใช้เวลาเป็นทศวรรษหรือเจนเนอเรชั่นเลยก็ว่าได้ เราคงต้องมาตั้งหลักกันให้ดีว่า จะสร้างอนาคตของเราให้เป็นอะไร ถ้ามองโลกคือองค์กรขนาดใหญ่ ลูกหลานเราจะไปอยู่ตรงไหนในองค์กรนั้น

 

(คอลัมน์ creativityฯ ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ Thammasat Business School, karndee@tbs.tu.ac.th)

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

จดหมายข่าว

อีเมล์

ตะกร้าสินค้า

จำนวนสินค้า : 0 รายการ
ราคา :0 ฿

สินค้า

 หนังสือWIN-WIN

หน้าแรก

 บทความ

 สินค้า

 รวมรูปภาพ

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

view